- รายละเอียด
- เขียนโดย Tong
- ฮิต: 3686
ปรมาจารย์ อู่ อวี่เซียง

(ผู้วางรากฐานมวยไท้เก๊กสกุลอู่)
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า แผ่นดินจีนยังอยู่ภายใต้ระเบียบอันเคร่งครัดและความซับซ้อนของ ราชวงศ์ชิง (清朝, Pinyin: Qīng Cháo) ณ ตำบลกว่างฝู่ (广府, Pinyin: Guǎngfǔ) เมืองหย่งเหนียน (永年, Pinyin: Yǒngnián) มณฑลเหอเป่ย (河北, Pinyin: Héběi) ได้ถือกำเนิดบุตรชายคนหนึ่งในตระกูลบัณฑิตผู้มั่งคั่ง เขาคือ อู่ อวี่เซียง (武禹襄, Pinyin: Wǔ Yǔxiāng) ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของมวยไท้เก๊กสายหนึ่งที่เน้นความละเอียด ลึกซึ้ง และเงียบงันกว่าสำนักใดในยุคนั้น
อู่ อวี่เซียง มีนามเดิมว่า เหอชิง (河清, Pinyin: Hé Qīng) เขาเติบโตในครอบครัวที่ให้คุณค่ากับการศึกษา ขนบธรรมเนียม และการฝึกฝนตนเอง บิดามารดาส่งเสริมให้บุตรชายทุกคนเรียนรู้ทั้งศาสตร์ฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ภายในบ้านหลังเดียวกันนี้ เขามีพี่ชายสองคน คือ อู่ เฉิงชิง (武澄清, Pinyin: Wǔ Chéngqīng) และ อู่ รู่ชิง (武汝清, Pinyin: Wǔ Rǔqīng) ซึ่งต่างก็เลือกเส้นทางชีวิตของตนเองไปคนละทิศ
พี่ชายก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง รับราชการ ส่วนอู่ อวี่เซียง เลือกดำรงชีวิตเป็นบัณฑิตสอนหนังสืออยู่ที่บ้านเกิด ทว่าเบื้องหลังความสงบของชีวิตนั้น เขาหลงใหลการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ภายในอย่างจริงจัง สำหรับเขา วิชามวยมิใช่เพียงเครื่องมือเอาชนะ หากเป็นหนทางทำความเข้าใจโครงสร้างของร่างกาย จิตใจ และกฎเกณฑ์การเคลื่อนไหวของธรรมชาติ
ครอบครัวอู่เป็นตระกูลมั่งคั่ง มีร้านน้ำชาถึงสองแห่ง แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายตะวันออก และอีกแห่งบนถนนสายตะวันตกของเมือง ต่อมาร้านน้ำชาทั้งสองถูกรวมกิจการเข้าด้วยกัน และให้ เฉิน เต๋อหู (陈德湖, Pinyin: Chén Déhú) จากหมู่บ้านสกุลเฉิน เฉินเจียโกว (陈家沟, Pinyin: Chén Jiā Gōu) อำเภอเหวิน มณฑลเหอหนาน เช่าร้านน้ำชาบนถนนสายตะวันตกเพื่อจำหน่ายสมุนไพร ร้านนั้นมีนามว่า ไท่เหอถัง (太和堂, Pinyin: Tài Hé Táng) สถานที่ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเชื่อมโยงเงียบ ๆ ระหว่างโลกของการแพทย์ สมุนไพร และศิลปะการต่อสู้
ในละแวกเดียวกันของเมืองหย่งเหนียน ยังมีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งซึ่งภายหลังจะเป็นที่รู้จักไปทั่วแผ่นดิน เขาคือ หยาง ลู่ฉาน (杨露禅, Pinyin: Yáng Lùchán) ทั้งสองเติบโตใกล้ชิดกัน มีโอกาสฝึกฝน แลกเปลี่ยน และถกเถียงกันอยู่เสมอ หยาง ลู่ฉาน เป็นผู้มุ่งมั่น กล้าผจญภัย และพร้อมออกเดินทางเพื่อค้นหาวิชา ขณะที่อู่ อวี่เซียง แม้จะใฝ่รู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่กลับเลือกหนทางที่สงบ รอบคอบ และค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อหยาง ลู่ฉาน เดินทางไปยังหมู่บ้านเฉิน (陈家沟, Pinyin: Chén Jiāgōu) และได้ฝึกฝนกับ เฉิน ฉางซิง (陈长兴, Pinyin: Chén Chángxīng) ณ มณฑลเหอหนาน (河南, Pinyin: Hénán) จนแตกฉานในมวยไท้เก๊กสายเฉิน เขากลับมาพร้อมประสบการณ์และท่วงท่าที่แปลกใหม่สำหรับผู้คนในหย่งเหนียน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงรัชกาล เต้ากวงฮ่องเต้ (道光年间, Pinyin: Dàoguāng Niánjiān) การกลับมาครั้งนั้นจุดประกายความสนใจอย่างลึกซึ้งให้แก่อู่ อวี่เซียง เขาเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหว โครงสร้าง และหลักการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการฝึกของหยาง ลู่ฉาน โดยไม่เร่งร้อน
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี่เซียง มิได้กราบยกย่องหยาง ลู่ฉานเป็นอาจารย์ หรือหยุดอยู่เพียงการเรียนรู้ผ่านหยาง ลู่ฉานที่เป็นสหาย เขาเชื่อว่าวิชาที่แท้จริงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ตรงและการไตร่ตรองเชิงหลักการ
ในปี ค.ศ. 1852 อู่ เฉิงชิง พี่ชายของเขา สอบผ่านการสอบราชการจอหงวนระดับ จิ้นซื่อ (進士, Pinyin: Jìnshì) และได้รับตำแหน่งผู้พิพากษา (知县, Pinyin: Zhīxiàn) ประจำ อำเภออู๋หยาง (武阳, Pinyin: Wǔyáng) มณฑลเหอหนาน ตามคำสั่งของมารดา อู่ อวี่เซียง จึงออกเดินทางไปเยี่ยมพี่ชาย ระหว่างทาง เขาได้ผ่านหมู่บ้าน จ้าวเป่า (赵堡镇, Pinyin: Zhàobǎo Zhèn) และทราบข่าวว่า เฉิน ฉางซิง ป่วยหนัก ไม่สามารถรับศิษย์ได้ ซึ่ง เฉิน ฉางซิง ถึงแก่อสัญกรรมในปีถัดมา
อย่างไรก็ดี ในหมู่บ้านเดียวกันนั้น เขาได้ยินกิตติศัพท์ของครูมวยอีกผู้หนึ่ง ผู้มีฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้ที่ผู้คนกล่าวขานว่าไม่มีผู้ใดเทียบได้ ครูมวยผู้นั้นคือ เฉิน ชิงผิง (陈清平, Pinyin: Chén Qīngpíng) ผู้สืบทอดแนวทางไท้เก๊กแห่งจ้าวเป่า อู่ อวี่เซียง พำนักและฝึกฝนกับเฉิน ชิงผิง อยู่เพียงไม่กี่เดือน ทว่าช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นกลับเพียงพอให้เขาเข้าถึง “แก่น” ของวิชาที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยรู้จัก
การฝึกในจ้าวเป่า ทำให้อู่ อวี่เซียง เห็นชัดว่าวิชาไท้เก๊กมิได้จำกัดอยู่ที่ท่วงท่าหรือรูปแบบ หากเป็นระบบที่ประกอบด้วยหลักการถ่ายน้ำหนัก การประสานทั้งร่างกาย และการเคลื่อนไหวที่อธิบายได้ด้วยเหตุและผล
เมื่อกลับสู่บ้านเกิด เขาได้รับข่าวดีอีกประการหนึ่ง อู่ เฉิงชิง พบตำราไท้เก๊ก《太极拳论, Pinyin: Tàijí quán lùn》ของ หวัง จงเยว่ (王宗岳, Pinyin: Wáng Zōngyuè) ในร้านขายเกลือแห่งหนึ่งในอำเภออู๋หยาง ตำรานี้เปรียบเสมือนบทสนทนาข้ามกาลเวลา อู่ อวี่เซียง อ่าน ทบทวน และจัดเรียงความคิดใหม่ เปรียบเทียบสิ่งที่ได้จากเฉิน ชิงผิง และสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ จนค่อย ๆ หลอมรวมเป็นความเข้าใจของตนเอง
ด้วยมิตรภาพที่มีกับหยาง ลู่ฉานที่ จึงมีความสัมพันธ์ในลักษณะการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยอู่ อวี่เซียงถ่ายทอดหลักทฤษฎีจากคัมภีร์ไท้เก๊ก เพื่อตอบแทนที่หยาง ลู่ฉาน เคยถ่ายทอดทักษะเชิงปฏิบัติของมวยไท้เก๊กตระกูลเฉินให้
ในช่วงเวลานี้ แนวทางของอู่ อวี่เซียง เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เขาเน้นความนิ่ง ความแม่นยำของโครงสร้าง และการเคลื่อนไหวจากภายใน หลักการฝึกและคัมภีร์ที่เขาเรียบเรียงและอธิบายไว้ ได้แก่
- หลักการฝึกตามสือซานซื่อ 《十三势行功要解, Pinyin: Shísān Shì Xínggōng Yàojiě》
- การปล่อยและคลายพลังในการผลักมือ 《打手撒放, Pinyin: Dǎshǒu Sāfàng》
- คัมภีร์อธิบายมวยไท้เก๊ก 《太极拳解, Pinyin: Tàijí Quán Jiě》
- สรุปแก่นทฤษฎีมวยไท้เก๊ก 《太极拳论要解, Pinyin: Tàijí Quán Lùn Yàojiě》
- ว่าด้วยสือซานซื่อโดยสังเขป 《十三势说略, Pinyin: Shísān Shì Shuōlüè》
- เคล็ดลับสี่อักษร 《四字秘诀, Pinyin: Sì Zì Mìjué》
- แปดหลักของการใช้ร่างกาย 《身法八要, Pinyin: Shēnfǎ Bā Yào》
- ข้อสำคัญของการผลักมือ 《打手要言, Pinyin: Dǎshǒu Yào Yán》
เขาทดสอบวิชาของตนกับผู้ฝึกการต่อสู้ที่มีฝีมืออยู่เสมอ และสามารถเอาชนะได้ทั้งหมด ภายในเวลาเพียงสองปี ฝีมือของเขาก็ก้าวสู่ระดับเชี่ยวชาญ พร้อมกับการสร้างชุดท่ารำที่ผสานการต่อสู้ สุขภาพ และการฝึกฝนตนเองเข้าไว้ด้วยกัน
แม้จะมีความรู้และความสามารถ อู่ อวี่เซียง กลับไม่เปิดสำนักรับศิษย์ทั่วไป เขาเชื่อว่าหากการถ่ายทอดไร้ความเข้าใจที่ถูกต้อง วิชาย่อมเหลือเพียงเปลือก ด้วยเหตุนี้ การสืบทอดจึงถูกจำกัดอยู่ในวงครอบครัว และผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงเพียงผู้เดียว คือหลานชาย หลี่ อวี้อวี๋ (李亦畬, Pinyin: Lǐ Yìyú) ผู้เป็นศิษย์แท้และผู้สืบทอดสายหลัก
กาลเวลาล่วงผ่าน แนวทางที่อู่ อวี่เซียง วางไว้ ถูกเรียบเรียง วิเคราะห์ และจดบันทึกโดยหลี่ อวี้อวี๋ ก่อนจะถูกเผยแพร่ต่อโดยผู้สืบทอดรุ่นถัดมา เช่น เฮ่า เว่ยเจิน (郝为真, Pinyin: Hǎo Wéizhēn) จนเป็นที่รู้จักในชื่อ “มวยไท้เก๊กสกุลอู่สายเฮ่า 《武(郝)式太极拳; pinyin: Wǔ (Hǎo) Shì Tàijíquán》” ครูมวยรุ่นหลังอย่าง กู่ หลิวซิน (顾留馨, Pinyin: Gù Liúxīn) ได้กล่าวถึงมวยสกุลนี้ว่า “กระชับ ตรงประเด็น ไม่มีคำฟุ่มเฟือยแม้แต่คำเดียว (简练精要,无一浮词)”
หากมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จะเห็นได้ว่าอู่ อวี่เซียง มิได้สร้างชื่อเสียงด้วยการเปิดสำนักใหญ่โต หากสร้างรากฐานด้วยความเงียบ ความละเอียด และความซื่อสัตย์ต่อหลักการ ด้วยเหตุนี้ ชื่อของเขาอาจไม่โดดเด่นในเชิงความแพร่หลาย หากโดดเด่นในฐานะผู้ทำให้วิชาไท้เก๊ก “ชัดเจนจากภายใน” และวางเส้นทางที่มั่นคงให้ผู้สืบทอดรุ่นหลังได้เดินต่อไปอย่างไม่หลงทิศ
บริบททางประวัติศาสตร์และคำอธิบายเรื่องสายการถ่ายทอด
บทบาทของอู่ อวี่เซียงในประวัติศาสตร์มวยไท้เก๊กมักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน เมื่อพิจารณาเพียงจากชื่อสกุลมวยที่เกิดขึ้นในภายหลัง จึงจำเป็นต้องชี้แจงว่า อู่ อวี่เซียง มิได้ทำพิธีกราบอาจารย์ (拜师, Pinyin: Bàishī) ยอมรับหยาง ลู่ฉานเป็นครูตามจารีตการถ่ายทอดของจีน
ตามขนบดังกล่าว การจะนับเป็นความสัมพันธ์อาจารย์–ศิษย์อย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องผ่านพิธีกราบเป็นอาจารย์เสียก่อน
หยาง ลู่ฉาน ภายหลังจากศึกษามวยไท้เก๊กตระกูลเฉิน ได้พัฒนาแนวทางของตนเองขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามมวยไท้เก๊กสกุลหยาง ความสัมพันธ์ระหว่างอู่ อวี่เซียงกับหยาง ลู่ฉาน จึงควรเข้าใจว่าเป็นการสังเกต ศึกษา และแลกเปลี่ยน มากกว่าการถ่ายทอดตามสายศิษย์
แก่นความเข้าใจเชิงทฤษฎีของอู่ อวี่เซียง เกิดจากการศึกษากับเฉิน ชิงผิง แห่งจ้าวเป่า รวมถึงการไตร่ตรองคัมภีร์คลาสสิกอย่าง คัมภีร์ทฤษฎีไท้เก๊ก จนก่อรูปเป็นระบบความคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของมวยไท้เก๊กสกุลอู่สายเฮ่า
ความสับสนในเวลาต่อมาระหว่างไท้เก๊กตระกูลอู่สายเฮ่า (武式太极拳), ไท้เก๊กตระกูลหยาง (楊氏太極拳) และ ไท้เก๊กตระกูลอู๋ (吳氏太極拳) ส่วนหนึ่งเกิดจากความใกล้เคียงในการถอดเสียงคำว่า “อู่” ในภาษาอังกฤษ ทั้งที่สายอู่สายเฮ่าและสายอู๋ เจี้ยนเฉวียน มีที่มาและกระบวนการถ่ายทอดต่างกันอย่างชัดเจน
เวอร์ชั่นเก่า
มวยไท้เก๊กตระกูลอู่ กำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิงในช่วงรัชสมัยของเสียนเฟิงฮ่องเต้
อู่อวี่เซียงคือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งมวยไท้เก๊กตระกูลอู่

武禹襄祖師
อู่อวี่เซียง (ค.ศ.1812-1880) แซ่อู่ มีชื่อว่า เหอชิง มีอีกชื่อหนึ่งว่าอวี่เซียง เป็นชาวตำบลกว๋างฝู่ อำเภอหย่งเหนียน มณฑลเหอเป่ย อู่อวี่เซียงเกิดในตระกูลบัณฑิต มีพี่ชาย 2 คน (อู่เฉิงชิง, อู่หยู่ชิง)ไปเป็นขุนนาง อู่อวี่เซียงเป็นบัณฑิต ในเหล่าพี่น้องมีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่บ้านเกิด มีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ, วิเคราะห์วิจัยทางมวยไท้เก๊ก อู่อวี่เซียงกับพี่ชายรวม 3 คน ชอบศึกษาทางด้านศิลปศาสตร์ และวิชาการต่อสู้ตั้งแต่เยาว์วัย มีชาติตระกูลที่มั่งคั่ง มีกิจการห้างขายใบชาอยู่ในเมือง ทั้งถนนด้านทิศตะวันออกและถนนด้านทิศตะวันตก ถนนละ 1 ห้าง ภายหลังได้รวมร้านทั้งสองแห่งเข้ารวมเป็นร้านเดียว โดยร้านทางถนนทิศตะวันตก ได้ปล่อยเช่าให้กับเฉินเต๋อหูคนของเฉินเจียโกว (หมู่บ้านสกุลเฉิน) ตำบลเวิน มณฑลเหอหนาน เปิดเป็นร้านขายยาชื่อว่า "ไท้เหอถัง"
ใน ช่วงปีรัชกาลเต้ากวงฮ่องเต้ หยางลู่ฉาน (ค.ศ. 1799-1872) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทในหมู่บ้านเดียวกัน ได้กลับมาที่หมู่บ้าน หลังจากที่ได้ร่ำเรียนยุทธจากเฉินเจียโกว ตำบลเวิน มณฑลเหอหนาน อู่อวี่เซียงมักจะลองวิชากับหยางลู่ฉานเป็นประจำ พบว่ายากที่จะรู้ซึ้งถึงความพิศดารและความลึกซึ้งได้
ในปีที่ 2 ของรัชกาลเสียนเฟิงฮ่องเต้ (ค.ศ. 1852) อู่เฉิงชิง (ค.ศ. 1800-1884) ซึ่งเป็นพี่ชายของอู่อวี่เซียง สอบได้จิ้นซื่อ และได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ เป็นนายอำเภอที่อำเภอู่หยาง มณฑลเหอหนาน อู่อวี่เซี่ยงได้รับคำสั่งจากแม่ ให้ไปเยี่ยมเยียนพี่ชายที่อำเภออู่หยางมณฑลเหอหนาน ระหว่างทางซึ่งต้องผ่านหมู่บ้านเฉินเจียโกว อำเภอเวิน จึงคิดที่จะไปเยี่ยมเฉินฉางซิง (ค.ศ. 1771-1853) ซึ่งเป็นอาจารย์ของหยางลู่ฉาน เพื่อขอคำชี้แนะ ตอนที่ผ่านหมู่บ้าน จ้าวเป่าติ้งได้ทราบว่าเฉินฉางซิงกำลังป่วยด้วยโรคชรา (ปีนั้นฉางซิงมีอายุได้ 82 ปี และได้ถึงแก่กรรมในปีนั้นเอง) ภายหลังได้รับคำแนะนำจากร้านขายยา "ไท้เหอถัง" ที่หย่งเหนียนว่าที่หมู่บ้านจ้าวเป่าติ้ง อำเภอเวิน มณฑลเหอหนาน มีครูมวยอยู่ท่านหนึ่ง แซ่เฉินชื่อชิงผิง มีวิชาหมัดมวยลึกล้ำ มีฝีมือเป็นเลิศ ยากที่จะหาใครทัดเทียมได้ ดังนั้น ระหว่างทางที่อู่อวี่เซียงเดินทางไปเยี่ยมอู่เฉิงชิง ผู้พี่ที่อำเภออู่หยาง ได้วกเข้าหมู่บ้านจ้าวเป่า กราบอาจารย์เพื่อเรียนวิชา หลังจากที่ได้ร่ำเรียนวิชาจากเฉินชิงผิง (ค.ศ. 1795-1868) เป็นเวลาเดือนเศษ ได้เรียนรู้หลักเกณฑ์จนครบถ้วน รู้ลึกถึงความพิศดาร
นอก จากนี้อู่อวี่เซียงยังได้รับ "บันทึกมวยไท้เก๊ก" ซึ่งแต่งโดยซันอิ้วหวังจงเยว่ (อยู่ในสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้) จากอู่เฉิงชิงผู้พี่ซึ่งได้บันทึกเล่มนี้ จากร้านขายเกลือในอำเภออู่หยาง หลังจากกลับถึงกว๋างฝู่แล้ว อู่อวี่เซียงตั้งอกตั้งใจ วิเคราะห์และฝึกฝนสิ่งที่ได้จากบันทึกเล่มนั้น พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดลออ ร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ประลองฝีมือกับเหล่ายอดฝีมือ และไม่เคยแพ้ใครเลย ซึ่งยืนยันได้ถึงพลังฝีมือของมวยไท้เก๊กที่ได้ฝึกฝน มาสองปีให้หลังฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ได้ค้นพบหลักเกณฑ์อย่างมากมาย ซึ่งได้รับจาการฝึกฝนด้วยตนเอง เข้าใจถึงแก่นวิชาในบันทึกมวยไท้เก๊ก และได้หล่อหลอมเอาสิ่งที่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งเข้ารวมกับหลักพิชัย สงคราม, แนวทางของเต็มว่างเท็จจริง, อรรถาธิบายเกี่ยวกับเส้นลมปราณภายในร่างกายของวิชาแพทย์, วิชาเต้าอิ่นถู่น่าของวิธีการบำรุงสุขภาพ, การเก็บปล่อยพลังของวิธีการต่อสู้, ความคล่องแคล่วของการยกปล่อย โดยได้ใช้สติปัญญาวิเคราะห์อย่างเต็มความสามารถเป็นเวลาหลายปี ก็สมปรารถนาอันสุดยอด อู่อวี่เซียงยังได้อาศัยกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ของวิชามวยบัญญัติมวยขึ้นมาชุด หนึ่ง ซึ่งท่ามวยได้หลอมรวมเอาวิชาต่อสู้กับการบำรุงสุขภาพร่างกายเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังได้บัญญัติท่ากระบี่ไท้เก๊กตระกูลอู่, 13 ดาบไท้เก๊กตระกูลอู่, 13 ทวนไท้เก๊กตระกูลอู่, การฝึกโต้ตอบทวน, ทวนเกาะติด ชุดฝึกเหล่านี้ เป็นต้น ทั้งยังนำเอาการผลักมือมาเปลี่ยนแปลงเป็นการก้าวหน้าถอยหลัง 3 ก้าวครึ่งซึ่งเป็นการผลักมือแบบก้าวย่าง
เขา อาศัยความรู้ในหลักวิชามวยที่ละเอียดจนลึกล้ำอย่างยิ่ง รวมทั้งสิ่งที่ค้นพบด้วยตนเองจำนวนไม่น้อย สถาปนามวยไท้เก๊กขึ้นสำนักหนึ่ง คือมวยไท้เก๊กตระกูลอู่ ที่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักวิชาของมวยไท้เก๊กอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังได้รวบรวมเอาสิ่งที่ได้ปฏิบัติจริงและเข้าใจมาประพันธ์ออกมาเป็น เพลงเคล็ดการเดินพลัง 13 ท่า", "ไขความกระจ่างในการผลักมือ", "อรรถาธิบายมวยไท้เก๊ก", "อรรถาธิบายวิพากษ์มวยไท้เก๊ก", "วิพากษ์ 13 ท่าโดยย่อ", "เคล็ดลับ 4 คำ", "แปดหลักร่างกายที่สำคัญ", "สิ่งสำคัญในการผลักมือ" เป็นต้น ซึ่งเป็นวิพากษ์มวยอันเลื่องชื่อ กลายเป็นระบบการศึกษา การวิพากษ์หลักเกณฑ์ของมวยไท้เก๊กที่สมบูรณ์ขึ้นมาชุดหนึ่ง บทประพันธ์เหล่านี้ เป็นผลงานซึ่งได้อุทิศเพื่อการพัฒนาทฤษฎีของมวยไท้เก๊ก ซึ่งจวบปัจจุบันกาล ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบได้
กู้หลิวเซียงนักวิทยายุทธ์ที่มีชื่อเสียง กล่าวถึงบทประพันธ์ของตระกูลอู่ว่า "ข้อความสั้นกระทัดรัดไม่มีข้อความไร้สาระแม้แต่น้อย"
อู่อวี่เซียงรับศิษย์น้อยมาก รับหลานซึ่งเป็นลูกของน้องสาวคือ หลี่อวี้อวี๋เพียงคนเดียวเท่านั้น
